ทุกคนต้องการความอิสระ

ผมเคยเห็น(และเคยเป็น)เด็กประถมที่ไม่ชอบไปโรงเรียน ถึงเวลาเช้าทีไรต้องมีอาการปวดหัวปวดท้องปวดนู่นปวดนี่ไปซะหมด และอาการนั้นมักจะหายดีทันทีที่รถโรงเรียนผ่านหน้าบ้านไป

บางครั้งป่วยบ่อยเกินไปก็คงจะดูแปลก การหายตัวไปของกระเป๋านักเรียนเพื่อจะไม่ต้องไปเรียนเลยเกิดขึ้นเป็นบาง ครั้ง ซึ่งส่วนมากมันก็จะไปหลบอยู่ในตู้เสื้อผ้า หรือใต้เตียง และเช่นเดียวกันกับโรคที่พูดถึงในย่อหน้าที่แล้ว… กระเป๋ามันจะโผล่กลับมาตั้งสง่าอยู่บนโต๊ะด้วยตัวของมันเองพร้อมกับการจากไป ของรถโรงเรียน

ผมว่าตอนเด็กๆไม่ได้คิดถึงเรื่องความอิสระหรอก แต่จะมีใครบ้างล่ะที่อยากจะไปโรงเรียนเพื่อต้องทนนั่งฟังอาจารย์พูดสอนทั้ง วัน จะเล่นก็ไม่ได้เล่น จะนอนก็ต้องรอเวลานอนกลางวัน ถึงเวลานั้นจะยังไม่รู้จักว่าคุกคืออะไรแต่ความรู้สึกของเด็กก็คงไม่ต่างจากการ ติดคุกสักเท่าไร

โตขึ้นมาหน่อยเราก็ต้องการอิสระมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะระบบสังคมเมืองที่กำหนดกฎเกณฑ์มาบังคับ ทำให้เราไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นไทแก่ตัวเองมากนัก อันจะเห็นได้จากนักเรียนมัธยมที่ทำผิดกฎของโรงเรียนอยู่บ่อยๆด้วยการแต่งกาย ไม่ตรงตาม “รูปแบบ” ที่โรงเรียนกำหนดไว้

ความต้องการอิสระคงพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อนักเรียนมัธยมทั้งหลายย่างเท้า ก้าวข้ามไปยังโลกที่เรียกว่า มหาวิทยาลัย ซึ่งนำเสนออิสระในรูปแบบต่างๆให้มากมาย

บางทีอาจจะมากจนเกินไป ผู้รับสารอิสระเหล่านี้เลยใช้มันโดยไม่คำนึงถึงผลข้างเคียง

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปเล่น “ว่าว” ที่สนามหลวง หลังจากที่ไม่ได้แตะต้องมันมาหลายปี

ว่าวที่เลือกมาเล่นก็เป็นว่าวงูตัวไม่ใหญ่นัก แต่คาดว่ามันคงจะล่องลอยลู่ลมได้ดีทีเดียว ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่มันควรจะทำในฐานะว่าวสักตัว

คุณป้าคนขายแถมเชือกพร้อมกระป๋องกาแฟเป็นที่พันเชือกให้ด้วยฟรีๆ หลังจากการเจรจาแลกเปลี่ยนเงินให้เป็นว่าวจบลง ว่าวงูตัวน้อยก็ลอยขึ้นไปบนฟ้า

ตอนที่ลมไม่แรง เจ้างูน้อยก็ทำท่าจะหัวทิ่มหัวตำร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าให้ได้ ต้องอาศัยการชักเชือกปล่อยเชือกเป็นจังหวะเพื่อให้มันสามารถชูเชิดหัวกลับ ขึ้นไปได้อีกครั้ง

แต่เมื่อใดที่ลมพัดแรง ว่าวงูตัวนี้ก็ร่าเริงล่องลอยอยู่บนฟ้าไกลลิบลิ่วอย่างสง่างามอยู่สุดสาย ปลายเชือก หากมันมีชีวิตจิตใจมันคงอยากที่จะทะยานพุ่งขึ้นไปให้สูงกว่านั้น แต่ด้วยเชือกที่ยังรั้งมันไว้ไม่ให้ไปไหนไกลเกินไป มันก็ต้องจำใจลอยอยู่กับที่

เราทุกคนเกิดมาบนโลกพร้อมของแถมที่เรียกว่า กฎเกณฑ์ เหมือนกับเชือกบนกระป๋องกาแฟที่คุณป้าเขาแถมให้ ถึงแม้จะไม่อยากได้ของแถม แต่ถ้าไม่มีเชือกก็เล่นว่าวไม่ได้

บางครั้งการใช้อิสระที่มีน้อยเกินไป มัวแต่พะวักพะวงอยู่กับเชือกที่ผูกมัด โดยไม่คิดจะทะยานขึ้นฟ้าเลย เราก็จะถูกความหนักของเชือกแห่งกฎเกณฑ์ถ่วงจนเราต้องอยู่แต่บนพื้น

บางครั้งการมัวเมากับอิสระที่มีมากเกินไป คอยแต่จะลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าเรื่อยๆโดยไม่สนใจโลกเบื้องล่าง ก็จะทำให้ลืมไปว่ายังมีเชือกที่คอยยึดเราอยู่ และหากยังทะเยอทะยานดิ้นรนจะหลุดพ้นจากการผูกมัดนี้ เชือกก็คงขาด และเราก็คงต้องล่องลอยไปอย่างไร้หนทาง ไร้ที่พึ่งพิง

คนเราก็เหมือนกับว่าว ตอนเด็กๆถ้าปล่อยให้ไปเล่นลมโดยไม่ยึดเชือกไว้ ก็อาจลอยหายไปได้ โตขึ้นมาเราก็เริ่มรับรู้ได้ว่า เชือกที่เรามีอยู่มันสั้นยาวแค่ไหน เราสามารถยืดมันได้แค่ไหน และจุดไหนที่เราควรจะผ่อนความเร็วให้แรงโน้มถ่วงพาเรากลับลงมายังพื้นดิน บ้าง

ทุกๆคนต้องการความอิสระ

แต่อิสระเหล่านั้นก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสังคม

หลายๆคนลืมไปว่าเรายังมีอิสระทางความคิดอยู่

บางทีเราก็น่าจะปล่อยใจให้ไปล่องลอยอยู่บนฟ้า แต่ปล่อยขาให้ย่ำอยู่บนพื้นดินบ้าง

เหมือนว่าวสักตัวที่โบยบินได้ไกลสุดฟ้า แต่ก็ยังต้องพึ่งพาคนชักบนผืนดิน

ว่าวงูล่องลอยเล่นลมลิ่วลับๆ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

big smile

#1 By แพนด้า500 on 2008-06-14 20:32

อ่านแล้วรู้สึกดีจังเน้อ

#2 By HaAnNaWay on 2008-06-14 20:43